เขตท่าเรือกรุงเทพฯ

ประกาศกรมเจ้าท่า
ที่ 394/2541
เรื่อง ข้อกำหนดในการใช้เรือลากจูง (TUG BOAT) เขตท่าเรือกรุงเทพฯ

………………………………………….

เพื่อให้การนำร่องเรือในเขตท่าเรือกรุงเทพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นไปตามระเบียบกรมเจ้าท่า ว่าด้วย ข้อกำหนดหลักเกณฑ์ การควบคุมและการขอใช้บริการนำร่องรัฐบาลเขตท่าเรือกรุงเทพฯ พ.ศ. 2541 กรมเจ้าท่าจึงให้ออก ประกาศกรมเจ้าท่า เรื่อง ข้อกำหนด ในการใช้เรือลากจูง (TUG BOAT) เขตท่าเรือกรุงเทพฯ ไว้ดังนี้

1. เรือเข้าและออกจากท่าเทียบเรือ

1.1 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) ไม่เกิน 300 ฟุต (91.44 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 350 แรงม้า อย่างน้อย 2 ลำ หรือเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 แรงม้า จำนวน 1 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าเทียบท่าหรือ ออกจากท่า
1.2 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) ไม่เกิน 301 ฟุต – 450 ฟุต (91.74 เมตร – 152.40 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 1,200 แรงม้าจำนวน 1 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าเทียบท่าหรือออกจากท่า
1.3 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) 451 ฟุต – 500 ฟุต (137.46 เมตร – 152.40 เมตร) ในสภาพิ อากาศปกตให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 1,200 แรงม้าอย่างน้อย 2 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าเทียบท่า หรือออกจากท่า
1.4 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) 501 ฟุต – 565 ฟุต (152.70 เมตร – 172.21 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 2,000 แรงม้าอย่างน้อย 2 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าเทียบท่าหรือออกจากท่า
1.5 เรือขนาดใหญ่พิเศษ (Super Vessel) ความยาวตลอดลำ 566 ฟุต – 600 ฟุต (172.51 เมตร – 182.88 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงชนิด BOITH SCHNEIDER หรือ WATER TRACTER ที่มีขนาดไม่ น้อยกว่า 2,000แรงม้า และมี BOLLARD PULL ไม่น้อยกว่า 40 ตัน อย่างน้อย 2 ลำ ช่วยในการนำเรือ เข้าเทียบท่าหรือออกจากท่า

2. เรือเข้าและออกจากหลักกลางน้ำ

2.1 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) ไม่เกิน 450 ฟุด (137.16 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูง ขนาดไม่น้อย 1,200 แรงม้า อย่างน้อย 2 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าเทียบหรือออกจากหลักกลางน้ำ
2.2 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) 451 ฟุต – 565 ฟุต (137.46 เมตร – 172.21 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 1,700 แรงม้าอย่างน้อย 2 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าเทียบหลักหรือออกจาก หลักกลางน้ำและควรเป็นเรือลากจูง ชนิด VOITH SCHNEDIDER อย่างน้อย 1 ลำ ถ้าต้องกลับลำ
2.3 เรือขนาดใหญ่พิเศษ (Super Vessel) ความยาวตลอดลำ 566 ฟุต – 600 ฟุต (172.51 เมตร – 182.88 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงชนิด VOITH SCHNEDIDER หรือ WATER TRACTER ที่มีขนาดไม่ น้อยกว่า 2,000แรงม้าอย่างน้อย 2 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าเทียบหลักหรือออกจากหลักกลางน้ำ

3. เรือเข้าและออกจากทุ่นผูกเรือ

3.1 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) ไม่เกิน 300 ฟุต (91.44 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาด ไม่น้อยกว่า 350 แรงม้า จำนวน 2 ลำ หรือเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 แรงม้า จำนวน 1 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าหรือออกจากทุ่นผูกเรือ
3.2 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) 301 ฟุต – 450 ฟุต (106.98 เมตร – 137.16 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 1,200 แรงม้าอย่างน้อย 1 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าหรืออกจากทุ่นผูกเรือ

4. เรือเข้าทอดสมอหรือออกจากทอดสมอ

4.1 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) ไม่เกิน 300 ฟุต (91.44 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาด ไม่น้อยกว่า 350 แรงม้า จำนวน 1 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าทอดสมอหรืออกจากทอดสมอ
4.2 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) 301 ฟุต – 350 ฟุต (91.74 เมตร – 106.70 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 350 แรงม้า อย่างน้อย 2 ลำ หรือให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 แรงม้า อย่างน้อย 1 ลำช่วยในการนำเรือ เข้าทอดสมอหรือ ออกจากทอดสมอ
4.3 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) 351 ฟุต – 500 ฟุต (106.98 เมตร -152.40 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูงขนาดไม่น้อยกว่า 1,200 แรงม้าอย่างน้อย 1 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าทอดสมอ หรือออกจาก ทอดสมอ
4.4 เรือขนาดความยาวตลอดลำ (L.O.A.) มากกว่า 500 ฟุต (152.40 เมตร) ในสภาพอากาศปกติ ให้มีเรือลากจูง ขนาดไม่น้อยกว่า 1,200 แรงม้า อย่างน้อย 1 ลำ ช่วยในการนำเรือเข้าทอดสมอหรือออกจากทอดสมอเมื่อไม่ กลับลำและอย่างน้อย 2 ลำ เมื่อต้องกลับลำ

5. เรือที่มี BOW THRUSTER และหรือ STERN THRUSTER จะใช้ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าของท่าเรือ เท่านั้น และความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ BOW HRUSTER หรือ STERN THRUSTER เจ้าพนักงานนำร่องจะไม่รับผิดชอบ

6. เรือที่มี BOW THRUSTER หรือ STERN THRUSTER เจ้าพนักงานนำร่องผู้ปฏิบัติงานจะพิจารณาจำนวนเรือลากจูงช่วยในการนำเรือ ตามขนาดแรงม้าของ THRUSTER ขนาดของเรือ อัตรากินน้ำลึก และลักษณะของกระแสน้ำแต่จะต้องมีเรือลากจูงอย่างน้อย 1 ลำ
7. ในสภาพอากาศวิปริต มีคลื่นลมแรง หรือสภาพอากาศปกติ ในข้อกำหนดการใช้เรือลากจูง(TUG BOAT) ช่วยในการนำเรือ ตามข้างต้น ให้เปลี่ยนแปลงได้ตามดุลยพินิจของนายเรือและเจ้าพนักงานนำร่องผู้ปฏิบัติงาน โดยยึดถือความปลอดภัยเป็นประการสำคัญ

8. เรือขนาดใหญ่พิเศษ (Super Vessel) การกำหนดชนิด ขนาด และจำนวนเรือลากจูงช่วยเหลือในร่องน้ำสันดอนฯให้อยู่ในดุลยพินิจของเจ้าพนักงานนำร่องผู้ปฏิบัติงาน หรือผู้อำนวยการกองนำร่อง เห็นสมควร

9. เรือที่ยากแก่การนำร่อง การกำหนด ชนิด ขนาด และจำนวนเรือลากจูงช่วยเหลือในร่องน้ำ สันดอนฯ และเข้า – ออก จากท่าเทียบหลักผูกเรือหรืออู่เรือให้อยู่ในดุลยพินิจของเจ้าพนักงานนำร่อง ผู้ปฏิบัติงานหรือผู้อำนวยการกองนำร่อง เห็นสมควร

10. เรือเข้า – ออก ท่าเทียบเรือ หลักผูกเรือ ทุ่นผูกเรือ และอู่เรือใดที่มีข้อกำหนดการใช้เรือลากจูง จำนวนมากกว่าข้อกำหนดนี้ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของท่าเทียบเรือทุ่นผูกเรือหลักผูกเรือและอู่เรือนั้น ๆ

11. ในกรณีที่เจ้าพนักงานนำร่องใช้เรือลากจูง (TUG BOAT) เพิ่มเติมจำนวนมากกว่าข้อกำหนดการใช้เรือลากจูง (TUG BOAT) หรือข้อกำหนดของท่าเทียบเรือ ทุ่นผูกเรือ หลักผูกเรือหรืออู่เรือใดเพื่อความปลอดภัยและเหมาะสมกับสถานการณตัวแทนเรือหรือเจ้าของเรือจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้น

จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ 24 กันยายนพ.ศ. 2541

(ลงชื่อ) จงอาชว์ โพธิสุนทร
(นายจงอาชว์ โพธิสุนทร)
อธิบดีกรมเจ้าท่า

BANGKOK PILOT BUREAU